Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จับมือ ป.ป.ช. บรรจุกฎหมาย ป.ป.ช. ในหลักสูตรสาขานิติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์

วันนี้ (24 เมษายน 2569) ณ ห้องพยับหมอก ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พื้นที่ในเมือง สานักงาน ป.ป.ช. โดยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (นายสุรพงษ์ อินทรถาวร) และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณ สุดสนธิ์ ลงนามในบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันในการพัฒนาความร่วมมือขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (21) ประเด็น การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 – 2580) บรรจุกฎหมาย ป.ป.ช. เป็น 1 ในวิชาของสาขานิติศาสตร์

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า “สถานการณ์การทุจริตในสังคมไทยปัจจุบัน นับวันจะทวีความรุณแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับความพยายามของสานักงาน ป.ป.ช. ที่ตั้งเป้าเร่งลดคดีทุจริต เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนไม่กลัวการกระทาผิด ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ทราบในความรุนแรงของโทษตามกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. ทั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561, และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก) เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นกลไกตรวจสอบอานาจรัฐระดับสูงที่มีความสาคัญยิ่งในฐานะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กาหนดกระบวนการไต่สวนแบบพิเศษเพื่อจัดการกับการทุจริตเชิงนโยบายและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ มีความต่างระหว่างระบบกล่าวหาในคดีอาญาทั่วไปกับระบบไต่สวนของ ป.ป.ช. รวมถึงปลูกฝังความเข้าใจเรื่องมาตรฐานจริยธรรมและการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทักษะสาคัญสาหรับนักกฎหมายในการพิทักษ์ความโปร่งใสและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะผ่านศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ปัจจุบันยังไม่มีบรรจุเข้าในหลักสูตรการสอนของสถานบันการศึกษาอย่างแพร่หลาย ในขณะเดียวกันความต้องการบัณฑิตที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านนี้กาลังเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

การบรรจุ พ.ร.บ. ป.ป.ช. เป็นรายวิชาหนึ่งของการเรียนการสอน นอกจากจะทาให้บัณฑิตที่จบการศึกษาเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมืองที่ดี มีจิตสานึกในการต่อต้านการทุจริตแล้ว ยังได้ตระหนักถึงภัยและโทษในการกระทาทุจริตและประพฤติมิชอบ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญ ในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการทุจริต ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้น ทั้งในราชการส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐทั่วไป

สานักงาน ป.ป.ช. มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อนักศึกษา มหาวิทยาลัย สานักงาน ป.ป.ช. ตลอดจน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ และจะเป็นต้นแบบที่ดีของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการร่วมกันต่อสู้กับการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนสืบไป”“ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้”

นายสุรพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เขียนขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กาหนดหน้าที่และอานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งการดานเนินงานในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เท่าทันสถานการณ์การหรือรูปแบบการทุจริตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการรับฟังประมวลปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมุ่งเน้นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้อานาจตรงตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เพื่อเข้าไปทาหน้าที่ในการกากับดูแล เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง และผู้ดารงตาแหน่งในองค์กรอิสระ ที่จะไปกระทาความผิดฐานร่ารวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ปฏิรูประบบการทางานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และในปี 2568 ป.ป.ช. ได้ออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากในคดีทุจริต หรือ Anti-SLAPP LAW ซึ่งเป็นการป้องกันการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ ผู้ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จนไม่กล้าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินคด

ภาพ/ข่าว : งานสื่อสารองค์กร

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin